ช่วงเวลาคว(า)ยๆ
posted on 02 Oct 2010 21:24 by ramsh4ckleedit @ 2 Oct 2010 21:51:02 by # O X
edit @ 2 Oct 2010 21:51:02 by # O X
เรื่อง : เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง (what I talk about when I talk about running)
ผู้แต่ง : ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami
)ผู้แปล : นพดล เวชสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่ ( Gamme magic)
ทฤษฎีเชิงชีววิทยากล่าวไว้ว่า ในอนาคตมนุษย์สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด ถึง 64.37 กม./ชม.
สถิตินี้พึ่งจะออกมาในเดือนมกราคม ปี2553ที่ผ่านมา เพิ่มจากสถิติโลกที่ยูเซน โบลท์ ทำไว้ถึง 16.10 กม./ชม.
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนี้บอกอะไรกับเราได้บ้าง?
สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นแค่ความปรารถนาในการทำลายสถิติของนักวิ่งฝีเท้าเร็วในแต่ละปี คลื่นลูกใหม่มา ซัดคลื่นลูกเก่าให้จมหายไปกับลู่วิ่ง
เป็นเพียงแค่สถิติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แต่ตัวเลขที่ว่านี้คล้ายกับการวิ่งตรงที่มันหมายความถึงการก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ เร็วๆ และไม่มีวันยั้งหยุด สถิติปีนบันไดไปพร้อมๆกับสองขาของมนุษย์ที่ปีนข้ามกำแพงความสามารถของตัวเองเพื่อจะบอกเราผ่านตัวเลขและทฤษฎีว่า “ศักยภาพของมนุษย์สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีวันถดถอย”
ฮารูกิ มูราคามิไม่ใช่นักวิ่งที่ทำลายสถิติมากมายจนเป็นที่กล่าวขวัญกันในวงการมาราธอน ชายคนนี้เรียกตัวเองว่า “นักเขียนนักวิ่ง” ฟังดูแล้วเท่ห์จับจิตที่คนหนึ่งคนสามารถทำงานสองอาชีพได้ในเวลาเดียวกัน ยึดอาชีพวิ่งเป็นอาชีพหลักหลังจากเขียนหนังสือ ยึดอาชีพเขียนหนังสือเป็นอาชีพหลักหลังจากได้ก้าวขาวิ่ง
ตาลุงคนนี้ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น จนถึงบัดนี้ก็เข้าร่วมการวิ่งมาราธอนตามที่ต่างๆต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การวิ่งระยะยาวเท่านั้น ไตรกรีฑาก็ยังอยู่ในความสนใจของเขา ไปเรียนว่ายน้ำ ฝึกขี่จักรยาน และวิ่งต่อไปเรื่อยๆตามที่ตัวเองเคยทำได้
คำถามคือ วิ่งไปทำไม?
ถามเรา เราว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการวิ่งไม่เหมือนกัน บางคนวิ่งเพื่อออกกำลังกาย บางคนวิ่งเพื่อลดหุ่น บางคนวิ่งเพราะอยากวิ่ง ความสำเร็จที่ได้จากเม็ดเหงื่อหลังจากการก้าวขาก็ย่อมแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของแต่ละคน
แล้วลุงมูราคามิวิ่งไปทำไม? ถ้าจะให้ร่ายยาวในหน้ากระดาษนี้ให้หมดคงจะทำไม่ได้ เพราะเหตุผลมันคือหนังสือทั้งเล่ม ทุกอักขระ ทุกตัวอักษร คือสาระของการวิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา
เขาไม่ได้เขียนว่า ผมชอบวิ่ง เพราะ...... หรือ ผมอยากวิ่ง เพราะ......
อ่านแล้วจะรู้ว่าเขาไม่ได้มาส่งต่อความรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่ได้วิ่ง ข้อดีของการวิ่ง หรือความสุขล้นหลังจากผ่านเข้าเส้นชัย ในบทหนึ่งลุงมูราคามิไปวิ่งที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ ความร้อนของอากาศสามารถเปรียบเทียบได้กับวลีที่ว่า “ร้อนตับจะแตก” แต่เราว่า “ร้อนจนอยากจะถอดตับออกมากองไว้ข้างนอก” อาจจะบรรยายได้ดีกว่า
เขาต้องวิ่งเป็นระยะทางทั้งสิ้น42 กม. เพียงลำพัง น่าแปลกที่ตอนสุดท้าย เขาเขียนไว้ว่า “ ผมมาถึงปลายทางแล้ว แปลกเหลือเกิน ผมไม่รู้สึกสุขสม ไม่อิ่มใจในผลสำเร็จ ความรู้สึกเดียวจะเป็นความโล่งอก ผมไม่ต้องวิ่งอีกต่อไปแล้ว…ผมควรจะภาคภูมิใจในผลงานที่ทำลงไปแล้ว แต่ในตอนนี้ ผมไม่แคร์ หนึ่งเดียวที่ทำให้ผมมีความสุข จะเป็นการรู้แน่แก่ใจว่าผมไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าวิ่งอีกแม้แต่ก้าวเดียว”
ใครเป็นคนพูดว่าเราจะภาคภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปอย่างสุดกำลังความสามารถ ปลิดทุกหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อสิ่งๆนี้ การวิ่งทำให้เราได้มุมมองใหม่ คติแง่คิดใหม่ๆ มองสังคมในมุมกลับ หรือมองด้านเทามากกว่าด้านดำหรือด้านขาว
อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราถ่ายโลกบนบ่าไว้บนพื้น หยิบรองเท้า แล้ว ออกวิ่ง
ไหล่เบาขึ้นเยอะ สมองโปร่งขึ้นเป็นกอง วิ่งไปทำไม? บางทีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังค้นหากัน เราอาจจะต้องถามตัวเองว่า
เราวิ่งไปเพื่ออะไร? เสียมากกว่า
Eastsea
edit @ 27 Apr 2010 16:26:00 by # O X
ทะเล ทะเล ทะเล
ฉันรักทะเล
ทะเลสีฟ้า ท้องฟ้าสีฟ้า ฟ้าเหมือนกัน แต่ใครก็ย่นย่อให้มันมาบรรจบกันไม่ได้
สีฟ้าสองสีที่ห่างไกล ถูกหลวมรวมเข้ากันอย่างลงตัว
ฉันเป็นฟ้าบนดิน
เธอเป็นฟ้าบนฟ้า
เราไม่มีทางได้สัมผัสกัน
แต่เมื่อไหร่ที่เราลืมตา
เธอจะอยู่ตรงหน้าเราเสมอ
โบกมือทักทายด้วยระลอกคลื่น
ชวนเราหลับฝันดีด้วยสีเหลืองของดวงจันทร์
บางวันเธอโกรธร้องครืนๆใส่เรา
เราก็เอียงคอฟังเธออย่างเงียบสงบ
เพราะเรารู้
ว่าในวันถัดมา
เธอก็จะยิ้มให้เราเหมือนเดิม
~J M M V~
edit @ 26 Mar 2010 22:13:57 by # O X
edit @ 26 Mar 2010 22:19:30 by # O X