ช่วงเวลาคว(า)ยๆ

posted on 02 Oct 2010 21:24 by ramsh4ckle
เวลาล่วง ล่วงเวลาไปแล้วหลายเดือน จึงได้กลับมาขีดเขียนอะไรบางอย่างบนบล็อกร้างๆแห่งนี้ ตลกดีเหมือนกันที่ทุกครั้งที่เขียนบล็อก เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้ร่ายยาวเรื่องความสุขสมหวังที่ชีวิตได้มี ได้เก็บเกี่ยว แต่มันเป็นช่วงเวลาโหดร้ายช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราได้ไปประสบพบเจอมาแล้วรู้สึกอยากควักหัวใจออกมาตากแดด เพราะมันร้อนรุ่มไปด้วยคำว่า แย่ แย่ แย่ ทำไมชีวิตกูเหี้ยอย่างนี้
บางทีก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเซริ์ฟบอร์ดมือสมัครเล่นอยู่ตลอดเวล เดี๋ยวก็ล้ม เดี๋ยวก็คว่ำลงในทะเลไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กูจะได้เป็นมืออาชีพ เป็นแชมป์ที่ไม่เคยเอาหน้าไปจุ่มน้ำทะเลเค็มๆกับเขาบ้าง เจอเรื่องผิดหวัง เรื่องล้มเหลวในชีวิตมากๆเข้าก็ปาวารณาตัวเข้าสู่โลกแห่งความอึมครึม นั่งหน้าเศร้า หน้าหมองอยู่สามวันแปดวัน เจอบทเรียนจนไม่รู้กี่บท เมื่อไหร่จะให้คะแนนเต็มกูเสียที  ให้กูหวิดตกมาทุกรอบจนไม่มีแรงฮึดอีกต่อไปแล้วนะ
ก็แค่ปล่อยตัวปล่อยใจตัวเองให้ล่องลอยอยู่ในความรู้สึกแย่ๆช่วงหนึ่ง นั่งทบทวนว่าบางเรื่องที่ไม่ควรโง่ ไม่ควรปล่อยให้ความชุ่ยเอาชนะมันเป็นยังไง เราจะเอาชนะมันยังไง แต่ตอนกำลังเซ็ง(เหมือนตอนนี้)ก็จะนั่งชี้หน้าด่าตัวเองว่า มึงนี่โง่นะ ไร้ความรอบคอบสิ้นดี ใช้ไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีเราก็เจ็บแสบกับความคิดโง่ๆที่ทำพลาดไป พ่วงไปด้วยคำด่าของตัวเองอีกต่างหาก สรุปแล้วไม่มีอะไรดีเลย
แล้วมันมีอะไรดีบ้างไหม?
คำตอบแบบอุดมคติคือมี คำตอบแบบโลกความเป็นจริงคือ ไม่ ถ้าเราเป็นบุคคลธรรมดาที่เศร้าเสียใจกับเรื่องที่ตัวเองทำผิดพลาดไป ก็จะนั่งคิดอยู่นั่นแหละว่า กูโง่  โง่สุดแล้ว โลกนี้ไม่มีใครโง่เท่ากู กูเผชิญเรื่องแย่ๆมามาก ชีวิตเหี้ยๆแบบนี้ พอได้หรือยัง และหมูหมากาไก่อีกมากมาย
ความจริงคือเราไม่ได้เหี้ยๆจริงหรอก คิดไปเองทั้งนั้นว่ากูมันแย่ กูมันไม่ดี แต่ความจริงคนเราทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น แม้แต่พระเจ้าก็ยังทำผิดพลาด แต่บางทีการล้มมาก ได้แผลมาก มันก็ดีกว่าการเดินอยู่บนฟุตบาทเรียบๆ ไม่ได้เจอบ้าบออะไรเลย  วันหนึ่งเรื่องแย่ๆของเราอาจจะกลายเป็นเรื่องตลก เอามาเล่ากันสนุกปากว่านี่นะ เมื่อก่อนกูเคยทำแบบนี้ๆๆ  แม่งโคตรควายเลยเนอะ อะไรก็ว่าไป
อีกอย่างคือประสบการณ์ควายๆของเรานี่แหละ จะทำให้คนอื่นไม่ควาย  ประชากรควายๆที่ไม่ชอบวางแผนในโลกมันจะได้ลดน้อยลงบ้าง  ให้เราเสียสละเป็นควายที่โง่เสียหนึ่งตัว แต่ให้คนอื่นเป็นควายที่ฉลาด มีภูมิคุ้มกัน อย่างน้อยก็ยังดี  เราเป็นควายโง่ที่สร้างควายฉลาด เออ มันเก๋ดีนะ
ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมากเท่าไหร่  จะแปลงานให้เสร็จ  แล้วดิ่งไปนั่งสมาธิ เดี๋ยวนี้นั่งสมาธิทุกคืนก่อนนอน  เอาตามจริงตัวเองก็ยังฟุ้งซ่าน นู่นนี่นั่นอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ  แต่กับบางสิ่งบางอย่างเรานิงมากขึ้น  บางทีอาจจะคิดไปเอง เหมือนกินยาแล้วรู้สึกดีว่าต้องหาย เออ แล้วมันไม่ดีตรงไหน ให้ร่างกายหลั่งสารความสุขออกมามันก็ต้องดีอยู่แล้ว ตอนนี้เป็นช่วงแรกๆอาจจะยังไม่เห็นผล  แต่ถ้าทำต่อไปเรื่อยๆ อะไรๆอาจจะดีขึ้น (มันอาจจะไม่ดี เฉยๆ เสถียร แต่จะไปสนใจทำไม) เรามองแต่สิ่งที่ดี อุปมาว่ามันดี  แล้วมันมีความสุข
 
มันก็ดีไม่ใช่รึไง?

edit @ 2 Oct 2010 21:51:02 by # O X

เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง

posted on 26 Apr 2010 13:11 by ramsh4ckle

เรื่อง :  เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง (what I talk about when I talk about running)

ผู้แต่ง : ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami

)ผู้แปล : นพดล เวชสวัสดิ์

สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่ ( Gamme magic)  

 

 

   ทฤษฎีเชิงชีววิทยากล่าวไว้ว่า  ในอนาคตมนุษย์สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด ถึง 64.37 กม./ชม.

 

  สถิตินี้พึ่งจะออกมาในเดือนมกราคม ปี2553ที่ผ่านมา  เพิ่มจากสถิติโลกที่ยูเซน โบลท์ ทำไว้ถึง 16.10 กม./ชม. 

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนี้บอกอะไรกับเราได้บ้าง? 

สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นแค่ความปรารถนาในการทำลายสถิติของนักวิ่งฝีเท้าเร็วในแต่ละปี  คลื่นลูกใหม่มา  ซัดคลื่นลูกเก่าให้จมหายไปกับลู่วิ่ง 

 เป็นเพียงแค่สถิติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป 

  แต่ตัวเลขที่ว่านี้คล้ายกับการวิ่งตรงที่มันหมายความถึงการก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ เร็วๆ  และไม่มีวันยั้งหยุด สถิติปีนบันไดไปพร้อมๆกับสองขาของมนุษย์ที่ปีนข้ามกำแพงความสามารถของตัวเองเพื่อจะบอกเราผ่านตัวเลขและทฤษฎีว่า ศักยภาพของมนุษย์สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีวันถดถอย 

 

ฮารูกิ มูราคามิไม่ใช่นักวิ่งที่ทำลายสถิติมากมายจนเป็นที่กล่าวขวัญกันในวงการมาราธอน  ชายคนนี้เรียกตัวเองว่า นักเขียนนักวิ่งฟังดูแล้วเท่ห์จับจิตที่คนหนึ่งคนสามารถทำงานสองอาชีพได้ในเวลาเดียวกัน  ยึดอาชีพวิ่งเป็นอาชีพหลักหลังจากเขียนหนังสือ  ยึดอาชีพเขียนหนังสือเป็นอาชีพหลักหลังจากได้ก้าวขาวิ่ง

 ตาลุงคนนี้ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น  จนถึงบัดนี้ก็เข้าร่วมการวิ่งมาราธอนตามที่ต่างๆต่อไปเรื่อยๆ  ไม่ใช่แค่การวิ่งระยะยาวเท่านั้น  ไตรกรีฑาก็ยังอยู่ในความสนใจของเขา  ไปเรียนว่ายน้ำ  ฝึกขี่จักรยาน  และวิ่งต่อไปเรื่อยๆตามที่ตัวเองเคยทำได้ 

คำถามคือ  วิ่งไปทำไม? 

ถามเรา  เราว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการวิ่งไม่เหมือนกัน  บางคนวิ่งเพื่อออกกำลังกาย บางคนวิ่งเพื่อลดหุ่น  บางคนวิ่งเพราะอยากวิ่ง  ความสำเร็จที่ได้จากเม็ดเหงื่อหลังจากการก้าวขาก็ย่อมแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของแต่ละคน

 แล้วลุงมูราคามิวิ่งไปทำไม?  ถ้าจะให้ร่ายยาวในหน้ากระดาษนี้ให้หมดคงจะทำไม่ได้  เพราะเหตุผลมันคือหนังสือทั้งเล่ม  ทุกอักขระ  ทุกตัวอักษร  คือสาระของการวิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา  

 เขาไม่ได้เขียนว่า ผมชอบวิ่ง เพราะ...... หรือ ผมอยากวิ่ง เพราะ......   

อ่านแล้วจะรู้ว่าเขาไม่ได้มาส่งต่อความรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่ได้วิ่ง  ข้อดีของการวิ่ง  หรือความสุขล้นหลังจากผ่านเข้าเส้นชัย ในบทหนึ่งลุงมูราคามิไปวิ่งที่เอเธนส์  ประเทศกรีซ  ความร้อนของอากาศสามารถเปรียบเทียบได้กับวลีที่ว่า ร้อนตับจะแตก แต่เราว่า ร้อนจนอยากจะถอดตับออกมากองไว้ข้างนอก อาจจะบรรยายได้ดีกว่า   

 เขาต้องวิ่งเป็นระยะทางทั้งสิ้น42 กม. เพียงลำพัง น่าแปลกที่ตอนสุดท้าย  เขาเขียนไว้ว่า ผมมาถึงปลายทางแล้ว แปลกเหลือเกิน ผมไม่รู้สึกสุขสม ไม่อิ่มใจในผลสำเร็จ ความรู้สึกเดียวจะเป็นความโล่งอก ผมไม่ต้องวิ่งอีกต่อไปแล้วผมควรจะภาคภูมิใจในผลงานที่ทำลงไปแล้ว แต่ในตอนนี้ ผมไม่แคร์ หนึ่งเดียวที่ทำให้ผมมีความสุข จะเป็นการรู้แน่แก่ใจว่าผมไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าวิ่งอีกแม้แต่ก้าวเดียว 

 ใครเป็นคนพูดว่าเราจะภาคภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปอย่างสุดกำลังความสามารถ  ปลิดทุกหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อสิ่งๆนี้ การวิ่งทำให้เราได้มุมมองใหม่ คติแง่คิดใหม่ๆ  มองสังคมในมุมกลับ  หรือมองด้านเทามากกว่าด้านดำหรือด้านขาว 

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ  เราถ่ายโลกบนบ่าไว้บนพื้น หยิบรองเท้า แล้ว ออกวิ่ง

 

 ไหล่เบาขึ้นเยอะ  สมองโปร่งขึ้นเป็นกอง วิ่งไปทำไม?  บางทีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังค้นหากัน เราอาจจะต้องถามตัวเองว่า

 

 เราวิ่งไปเพื่ออะไร? เสียมากกว่า                                                                                                               

   Eastsea

edit @ 27 Apr 2010 16:26:00 by # O X

เพลินวาน...ยังหวานอยู่

posted on 26 Mar 2010 21:25 by ramsh4ckle

ทะเล ทะเล ทะเล

 

ฉันรักทะเล

 

ทะเลสีฟ้า ท้องฟ้าสีฟ้า ฟ้าเหมือนกัน แต่ใครก็ย่นย่อให้มันมาบรรจบกันไม่ได้

 

สีฟ้าสองสีที่ห่างไกล ถูกหลวมรวมเข้ากันอย่างลงตัว

 

ฉันเป็นฟ้าบนดิน

 

เธอเป็นฟ้าบนฟ้า

 

เราไม่มีทางได้สัมผัสกัน

 

แต่เมื่อไหร่ที่เราลืมตา

 

เธอจะอยู่ตรงหน้าเราเสมอ

 

โบกมือทักทายด้วยระลอกคลื่น

 

ชวนเราหลับฝันดีด้วยสีเหลืองของดวงจันทร์

 

บางวันเธอโกรธร้องครืนๆใส่เรา

 

เราก็เอียงคอฟังเธออย่างเงียบสงบ

 

เพราะเรารู้

 

ว่าในวันถัดมา

 

เธอก็จะยิ้มให้เราเหมือนเดิม

 

 

 

~J M M V~

 

 

 

 

 

edit @ 26 Mar 2010 22:13:57 by # O X

edit @ 26 Mar 2010 22:19:30 by # O X